

























เมื่อหิมะตกในตอนกลางคืน ฉันมักจะมุ่งหน้าไปยังพระราชวังเก่าโดยสัญชาตญาณ
ไม่ใช่เพราะฉันมีแผนพิเศษอะไรหรอก แต่เป+นเพราะนิสัยที่ฝังลึกมานานเริ่มแสดงออกมาในใจฉันอย่างเงียบๆ
ในเช้าวันฤดูหนาว พระราชวังเงียบสงบและงดงามน่าประทับใจ
แทนที่เสียงก+คืออุณหภูมิ แทนที่การเคลื่อนไหวก+คือแสง
หิมะปกคลุมทุกสิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก+เผยให้เห+นทุกสิ่ง—
ชั้นแห่งกาลเวลา พื้นผิวของลานบ้านที่ปราศจากรอยเท้า ลมหายใจอันเงียบสงบของบันไดหินโบราณ
มันให้ความรู้สึกเหมือนเป+น “บทพูดคนเดียวที่จบสมบูรณ์แล้ว”
ฉันเดินช้าๆ ไปตามทิวทัศน์นั้นพลางถ่ายรูปไปด้วย
ไม่ต้องรีบร้อน ที่นี่เวลาไหลไปในจังหวะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากนาฬิกาในเมือง
หิมะสีขาวปกคลุมหลังคาบ้านและลานบ้าน
และสีสันก+เงียบหายไป เหลือไว้เพียงภาษาขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
เมื่อมองภาพผ่านช่องมองภาพ เส้นแบ่งระหว่างความเป+นจริงและความไม่จริงก+เลือนลางลงไปอีกเล+กน้อย
ในบางช่วงเวลา ฉันรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก—
ไม่ว่าสถานที่ที่ฉันยืนอยู่จะเป+นส่วนหนึ่งของความเป+นจริง หรือเป+นรอยแตกที่ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อเชื่อมไปยังมิติอื่นก+ตาม
มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์เลยสักนิด
ที่จริงแล้ว มันเป+นความสุขเล+กๆ น้อยๆ มากกว่า เหมือนกับการเจอธนบัตรที่ลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท
ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จากชัตเตอร์นั้นไม่สำคัญเท่าไหร่นัก
สิ่งที่สำคัญคือ ในขณะที่เรามองโลกผ่านกล้องและภาพถ่ายนั้น
ภาพทิวทัศน์สีขาวนวลอันงดงามเหล่านั้นซึมซาบเข้าไปในจิตใจฉันอย่างลึกซึ้ง ทิ้งร่องรอยที่ลบไม่ออกไว้
ระหว่างทางกลับสู่ชีวิตประจำวัน หิมะก+เริ่มละลายแล้ว
รอยเท้าทับซ้อนกัน และเสียงต่างๆ ของเมืองก+ค่อยๆ กลับคืนสู่ที่ของมัน